Categories
บทความ

วิธีการตัดกิ่งต้นไม้ให้มีความสวยงาม

วิธีการตัดกิ่งต้นไม้ให้มีความสวยงาม

การตัดกิ่งต้นไม้เป็นหนึ่งในกิจกรรมการดูแลรักษาสวนที่สำคัญ ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้ต้นไม้มีรูปร่างสวยงามและสุขภาพดีอีกด้วย บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนและเทคนิคการตัดกิ่งต้นไม้ให้มีความสวยงามและถูกต้อง

1. การเตรียมตัวก่อนการตัดกิ่ง

เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม

    • กรรไกรตัดกิ่ง: ใช้สำหรับตัดกิ่งขนาดเล็กและขนาดกลาง
    • เลื่อยตัดกิ่ง: ใช้สำหรับตัดกิ่งขนาดใหญ่
    • กรรไกรตัดแต่ง: ใช้สำหรับการตกแต่งรายละเอียดและการตัดแต่งเล็กน้อย

การตรวจสอบต้นไม้

    • ตรวจสอบสุขภาพของต้นไม้: ควรตรวจสอบว่าต้นไม้ไม่มีโรคหรือแมลงที่ทำให้เกิดปัญหากับการตัดกิ่ง
    • กำหนดจุดที่จะตัด: ควรวางแผนว่าจะตัดกิ่งที่ไหนและอย่างไรเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการ

2. ขั้นตอนการตัดกิ่งต้นไม้

การตัดกิ่งขนาดเล็ก

    • ตัดที่มุม 45 องศา: การตัดที่มุมนี้จะช่วยให้รอยตัดหายเร็วขึ้นและป้องกันการเกิดน้ำขัง
    • ตัดเหนือหน่อใหม่: ควรตัดเหนือหน่อใหม่หรือกิ่งที่ต้องการให้เจริญเติบโต เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตในทิศทางที่ต้องการ

การตัดกิ่งขนาดกลาง

    • ตัดทีละส่วน: เริ่มจากการตัดกิ่งที่ห่างจากลำต้นประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อลดน้ำหนักของกิ่ง จากนั้นตัดใกล้ลำต้น
    • ตัดใกล้กับลำต้น: ตัดกิ่งที่เหลือให้ใกล้กับลำต้นโดยไม่ทำให้เปลือกต้นไม้ฉีกขาด

การตัดกิ่งขนาดใหญ่

    • ตัดส่วนบนก่อน: ตัดกิ่งที่ห่างจากลำต้นประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นตัดจากด้านล่างขึ้นประมาณ 1/3 ของกิ่ง
    • ตัดจากด้านล่างขึ้น: ทำการตัดจากด้านล่างขึ้นไปประมาณ 1/3 ของกิ่ง จากนั้นตัดส่วนที่เหลือจากด้านบนลง
    • ตัดใกล้กับลำต้น: ตัดกิ่งที่เหลือให้ใกล้กับลำต้นโดยไม่ทำให้เปลือกต้นไม้ฉีกขาด

3. เทคนิคการตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่งเพื่อรูปร่าง

    • การตัดแต่งแบบกระจาย: ตัดกิ่งที่กระจายออกไปในทิศทางที่ไม่ต้องการ เพื่อให้ได้รูปทรงที่สมดุลและสวยงาม
    • การตัดแต่งแบบปลายแหลม: ตัดกิ่งที่ไม่ต้องการออกเพื่อให้กิ่งที่เหลือเจริญเติบโตเป็นรูปทรงปลายแหลม

การตัดแต่งเพื่อสุขภาพ

    • การตัดกิ่งที่เสียหาย: ตัดกิ่งที่มีโรค แมลง หรือเสียหายออก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค
    • การตัดกิ่งที่ขัดกัน: ตัดกิ่งที่ขัดหรือถูกรบกวนซึ่งกันและกัน เพื่อให้แสงและอากาศสามารถผ่านได้ดี

4. การดูแลหลังการตัดกิ่ง

การทำความสะอาดเครื่องมือ

    • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ: หลังจากการตัดกิ่ง ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องมือเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคและแมลง

การดูแลต้นไม้

    • ใส่ปุ๋ย: หลังจากการตัดกิ่ง ควรใส่ปุ๋ยเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของต้นไม้และกระตุ้นการเจริญเติบโต
    • รดน้ำ: ควรรดน้ำอย่างเพียงพอเพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำที่เพียงพอในการฟื้นตัว

5. ข้อควรระวังในการตัดกิ่ง

    • หลีกเลี่ยงการตัดในฤดูหนาว: การตัดกิ่งในฤดูหนาวอาจทำให้ต้นไม้เสียหายได้ เนื่องจากต้นไม้ไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วในช่วงนี้
    • หลีกเลี่ยงการตัดกิ่งมากเกินไป: การตัดกิ่งมากเกินไปอาจทำให้ต้นไม้เสียหายและเจริญเติบโตได้ไม่ดี
    • ตัดให้ถูกวิธี: การตัดกิ่งที่ไม่ถูกวิธีอาจทำให้ต้นไม้ได้รับความเสียหายและเกิดโรคได้

การตัดกิ่งต้นไม้เป็นงานที่ต้องใช้ความระมัดระวังและความชำนาญ การทำตามขั้นตอนและเทคนิคที่ถูกต้องจะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี มีสุขภาพแข็งแรง และมีรูปร่างสวยงามตามที่ต้องการ.

Categories
บทความ

การเลือกใบเลื่อยให้เหมาะกับงานช่าง

การเลือกใบเลื่อยให้เหมาะกับงานช่าง

การเลือกใบเลื่อยที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานช่างที่ต้องการความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ใบเลื่อยที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณสามารถตัดวัสดุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ ต่อไปนี้คือคำแนะนำในการเลือกใบเลื่อยที่เหมาะสมสำหรับงานช่าง:

1. ประเภทของใบเลื่อย

มีใบเลื่อยหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตัดวัสดุที่แตกต่างกัน ควรเลือกใบเลื่อยที่เหมาะสมกับวัสดุและประเภทของงานที่ต้องการทำ:

    • ใบเลื่อยวงเดือน (Circular Saw Blade): เหมาะสำหรับการตัดไม้ โลหะ และวัสดุพลาสติก ขึ้นอยู่กับฟันของใบเลื่อย
    • ใบเลื่อยจิ๊กซอว์ (Jigsaw Blade): ใช้สำหรับการตัดแบบโค้งและรูปร่างที่ซับซ้อน เหมาะสำหรับไม้ โลหะ และพลาสติก
    • ใบเลื่อยตัดเหล็ก (Metal Cutting Blade): ออกแบบมาเพื่อตัดโลหะเช่นเหล็กและอลูมิเนียม
    • ใบเลื่อยตัดพลาสติก (Plastic Cutting Blade): เหมาะสำหรับการตัดพลาสติกหรือวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ

2. วัสดุที่ใช้ทำใบเลื่อย

    • ใบเลื่อยคาร์บอน (Carbon Steel Blades): เหมาะสำหรับการตัดไม้และพลาสติก มีความคงทนและราคาไม่แพง
    • ใบเลื่อยไฮสปีดสตีล (High-Speed Steel Blades – HSS): เหมาะสำหรับการตัดโลหะและวัสดุที่มีความแข็งแรง
    • ใบเลื่อยคาร์ไบด์ (Carbide-Tipped Blades): มีความทนทานสูงและเหมาะสำหรับการตัดวัสดุที่มีความแข็ง เช่น ไม้แข็ง โลหะ และวัสดุที่มีการเคลือบผิว

3. จำนวนฟันของใบเลื่อย

จำนวนฟันของใบเลื่อยมีผลต่อความเร็วและคุณภาพของการตัด:

    • ใบเลื่อยที่มีฟันน้อย (24-40 ฟัน): เหมาะสำหรับการตัดที่รวดเร็วและหยาบ เช่น การตัดไม้ที่ต้องการความเร็ว
    • ใบเลื่อยที่มีฟันมาก (60-80 ฟัน): เหมาะสำหรับการตัดที่ละเอียดและเรียบเนียน เช่น การตัดไม้เฟอร์นิเจอร์
    • ใบเลื่อยที่มีฟันละเอียดมาก (100 ฟันขึ้นไป): เหมาะสำหรับการตัดวัสดุที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น การตัดไม้แผ่นบางหรือโลหะบาง

4. ขนาดและความหนาของใบเลื่อย

    • ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง: ควรเลือกใบเลื่อยที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่เหมาะสมกับเครื่องเลื่อยที่ใช้งาน เช่น เครื่องเลื่อยวงเดือนขนาด 7-1/4 นิ้ว หรือ 10 นิ้ว
    • ความหนาของใบเลื่อย: ใบเลื่อยที่บางจะตัดได้รวดเร็วและสะอาด แต่ใบเลื่อยที่หนาจะทนทานและเหมาะสำหรับงานหนัก

5. รูปแบบของฟันใบเลื่อย

    • ฟันตรง (Flat Top Grind – FTG): เหมาะสำหรับการตัดขวางไม้ และการตัดแบบหยาบ
    • ฟันสลับ (Alternate Top Bevel – ATB): เหมาะสำหรับการตัดที่ละเอียดและเรียบเนียน
    • ฟันผสม (Combination – ATB+FTG): เหมาะสำหรับงานที่ต้องการการตัดหลากหลายรูปแบบ

6. การเคลือบผิวใบเลื่อย

การเคลือบผิวใบเลื่อยช่วยลดแรงเสียดทานและป้องกันการสึกหรอ:

    • การเคลือบเทฟลอน (Teflon Coating): ช่วยลดแรงเสียดทานและป้องกันการสะสมของเรซินและกาว
    • การเคลือบไททาเนียม (Titanium Coating): เพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานของใบเลื่อย

สรุป

การเลือกใบเลื่อยที่เหมาะสมกับงานช่างขึ้นอยู่กับประเภทของวัสดุที่ต้องการตัด จำนวนฟัน ขนาดและความหนาของใบเลื่อย รวมถึงรูปแบบของฟันและการเคลือบผิว การเลือกใบเลื่อยที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและคุณภาพสูงขึ้น พร้อมทั้งยืดอายุการใช้งานของใบเลื่อยและเครื่องมือช่าง

Categories
บทความ

วิธีทำประตูไม้

วิธีทำประตูไม้: ขั้นตอนอย่างละเอียด

การทำประตูไม้เป็นงานช่างที่ต้องใช้ความละเอียดและทักษะในการทำงาน การทำประตูไม้ด้วยตัวเองสามารถให้ความภาคภูมิใจและได้ประตูที่มีความสวยงามและคุณภาพดี ต่อไปนี้คือขั้นตอนในการทำประตูไม้อย่างละเอียด:

1. การเตรียมอุปกรณ์และวัสดุ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้:

    • เลื่อยวงเดือนหรือเลื่อยไฟฟ้า
    • กบไสไม้
    • ค้อนและตะปู
    • ไขควงไฟฟ้า
    • สว่านและดอกสว่าน
    • เครื่องขัดกระดาษทราย
    • แปรงทาสีหรือเครื่องพ่นสี

วัสดุที่ต้องใช้:

    • แผ่นไม้ (ไม้สน, ไม้เนื้อแข็ง, หรือไม้ที่ต้องการ)
    • กาวไม้
    • บานพับ
    • ลูกบิดหรือมือจับประตู
    • สกรูและตะปู
    • วานิชหรือสีทาไม้

2. การวัดและตัดไม้

    • วัดขนาดประตูที่ต้องการและทำเครื่องหมายบนแผ่นไม้
    • ตัดแผ่นไม้ตามขนาดที่ต้องการ โดยใช้เลื่อยวงเดือนหรือเลื่อยไฟฟ้า
    • เตรียมไม้สำหรับขอบประตู (เฟรม) และไม้สำหรับแผ่นกลางประตู

3. การประกอบขอบประตู (เฟรม)

    • ตัดไม้สำหรับขอบประตู (เฟรม) ให้มีขนาดตามที่วัดไว้
    • ใช้กบไสไม้เพื่อให้ขอบไม้เรียบเนียน
    • ประกอบขอบประตูโดยใช้กาวไม้และตะปู เพื่อให้มั่นคง

4. การประกอบแผ่นกลางประตู

    • ตัดไม้สำหรับแผ่นกลางประตูตามขนาดที่ต้องการ
    • ใช้กาวไม้ทาที่ขอบไม้แผ่นกลาง และวางลงในเฟรมที่ประกอบไว้
    • ใช้ตะปูหรือตะปูเกลียวเพื่อยึดแผ่นกลางประตูเข้ากับเฟรม

5. การติดตั้งบานพับ

    • วัดและทำเครื่องหมายตำแหน่งที่จะติดตั้งบานพับบนขอบประตูและขอบกรอบประตู
    • ใช้สว่านเจาะรูสำหรับสกรูบานพับ
    • ติดตั้งบานพับโดยใช้สกรูให้แน่น

6. การติดตั้งลูกบิดหรือมือจับประตู

    • วัดและทำเครื่องหมายตำแหน่งที่จะติดตั้งลูกบิดหรือมือจับบนประตู
    • เจาะรูสำหรับลูกบิดหรือมือจับโดยใช้สว่าน
    • ติดตั้งลูกบิดหรือมือจับด้วยสกรูให้แน่น

7. การขัดและทาสี

    • ใช้เครื่องขัดกระดาษทรายขัดไม้ให้เรียบเนียน
    • ทาสีหรือวานิชตามต้องการ โดยใช้แปรงทาสีหรือเครื่องพ่นสี
    • ปล่อยให้แห้งและทาทับอีกชั้นเพื่อความทนทาน

8. การติดตั้งประตู

    • นำประตูที่เสร็จแล้วมาติดตั้งเข้ากับกรอบประตูที่เตรียมไว้
    • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าประตูเปิด-ปิดได้อย่างราบรื่นและไม่มีการติดขัด

สรุป

การทำประตูไม้ต้องใช้ความระมัดระวังและทักษะในการทำงาน แต่ด้วยขั้นตอนที่ละเอียดและอุปกรณ์ที่เหมาะสม คุณสามารถสร้างประตูไม้ที่สวยงามและมีคุณภาพได้เองที่บ้าน การทำประตูไม้ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มความสวยงามให้กับบ้าน แต่ยังเป็นการสร้างความภูมิใจในการทำงานฝีมือด้วยตัวเอง

Categories
บทความ

วิธีการทำโต๊ะ

การทำโต๊ะไม้ขั้นพื้นฐานสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้

อุปกรณ์และเครื่องมือที่ต้องใช้

  • ไม้แผ่นสำหรับทำท็อปโต๊ะและขาโต๊ะ
  • ตะปูหรือสกรู
  • กาวไม้
  • เลื่อยหรือเลื่อยไฟฟ้า
  • เครื่องขัดกระดาษทรายหรือกระดาษทราย
  • สว่าน
  • ไขควง
  • ไม้บรรทัดหรือเทปวัด
  • สีหรือแลคเกอร์สำหรับเคลือบผิวไม้

ขั้นตอนการทำ

  1. การเตรียมไม้: วัดและตัดไม้แผ่นสำหรับทำท็อปโต๊ะและขาโต๊ะตามขนาดที่ต้องการ

    • ขนาดมาตรฐานสำหรับท็อปโต๊ะอาจเป็น 60×120 เซนติเมตร หรือปรับตามที่ต้องการ
    • ขาตารางความยาวประมาณ 70-75 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความสูงของโต๊ะที่ต้องการ
  2. ประกอบท็อปโต๊ะ: นำไม้ที่ตัดสำหรับท็อปโต๊ะมาประกอบกัน

    • ใช้กาวไม้ทาและติดให้แน่น
    • ใช้ตะปูหรือตะปูเกลียวติดเสริมเพื่อความแข็งแรง
  3. ประกอบขาโต๊ะ: ประกอบขาโต๊ะทั้งสี่ขา

    • ติดขาโต๊ะที่มุมทั้งสี่ของท็อปโต๊ะ
    • ใช้กาวไม้และตะปูหรือตะปูเกลียวในการยึดขาโต๊ะ
  4. การเสริมความแข็งแรง: ถ้ามีไม้เสริมกลางหรือไม้ขวางที่ยึดระหว่างขาโต๊ะ ควรติดเพิ่มเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

  5. ขัดและทำสี: ใช้เครื่องขัดกระดาษทรายหรือกระดาษทรายขัดผิวไม้ให้เรียบ

    • หลังจากขัดเสร็จให้เช็ดฝุ่นออกให้สะอาด
    • ทาสีหรือแลคเกอร์เคลือบผิวไม้ตามที่ต้องการ
  6. การตรวจสอบ: ตรวจสอบความแข็งแรงและความเรียบร้อยของโต๊ะ

    • ปรับแต่งให้เรียบร้อยก่อนใช้งาน

เคล็ดลับเพิ่มเติม

  • เลือกไม้ที่มีคุณภาพและแข็งแรงเพื่อความทนทาน
  • การใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน
  • หากไม่มีเครื่องมือบางชนิด สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานได้ตามที่สะดวก
Categories
บทความ

ขั้นตอนการใช้เลื่อยไม้ที่ถูกต้อง

ขั้นตอนการเลื่อยไม้ที่ถูกต้อง

ขั้นตอนการใช้เลื่อยไม้ที่ถูกต้อง

เตรียมไม้


เลือกไม้ที่ต้องการล้างหรือประดับ โดยคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสมและสภาพที่สามารถล้างได้ตามที่ต้องการ
การเตรียมไม้เพื่อใช้เลื่อยหรือประดับ ควรพิจารณาข้อสังเกตต่อไปนี้เพื่อให้ได้ไม้ที่เหมาะสม

ประเภทของไม้


การเลือกประเภทของไม้จะมีผลต่อการใช้งานในแต่ละลักษณะ ไม้ที่มีลักษณะเป็นมะเฟืองหรือไม้ฟืนจะเหมาะสมกับการใช้เลื่อยมือ ในขณะที่ไม้แข็งแรงเช่น ไม้ตะขาบหรือไม้โอ๊คเหมาะสมกับการใช้เลื่อยไฟฟ้าหรือเลื่อยวงเดียว

ขนาดและลักษณะทางกายภาพ
เลือกไม้ที่มีขนาดเหมาะสมกับงานที่ต้องการทำ ไม้ที่มีขนาดใหญ่เหมาะสมกับงานที่ต้องการตัดให้ยาว และไม้ที่มีลักษณะแบนจะเหมาะสมกับการประดับหรือทำงานที่ต้องการพื้นผิวเรียบ

สภาพของไม้


ควรตรวจสอบสภาพของไม้ว่ามีรอยแตกหรือมีตำหนิอื่นๆ ที่อาจทำให้ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ควรเลือกไม้ที่มีสภาพใช้งานได้ดีและไม่มีปัญหาเช่น ไม้ที่เปียก หรือมีเชื้อรา

ตัดไม้


นำเลื่อยวางตำแหน่งตามแนวที่ต้องการตัด โดยใช้มือซ้ายถือด้านหลังของเลื่อยและมือขวาถือหลักของเลื่อย ดึงเลื่อยไปข้างหน้าและหลังโดยเป็นแนวตัดตามที่ต้องการ

การใช้เลื่อยไม้นั้นต้องการความชำนาญและความระมัดระวัง เพราะเลื่อยสามารถทำให้ไม้แตกหรือมีรอยขีดข่วนได้ ดังนั้นควรฝึกซ้อมและทดลองกับไม้ที่ไม่สำคัญก่อนจะทำกับงานที่สำคัญจริงครับ
เมื่อต้องการตัดไม้ด้วยเลื่อย คุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้

เลือกแนวตัด


กำหนดแนวทางการตัดที่ต้องการบนไม้ เช่น ตัดตรง, ตัดตามแนวโค้งหรือรูปรางต่างๆ ตามที่ต้องการทำงาน

จัดตำแหน่งเลื่อย


วางเลื่อยบนไม้ที่ต้องการตัด โดยใช้มือซ้ายถือด้านหลังของเลื่อยและมือขวาถือด้านหน้าของเลื่อย ปรับให้แนวของเลื่อยตรงตามแนวที่ต้องการตัด

การตัด


ดึงเลื่อยไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และควรเริ่มตัดในแนวที่ตั้งต้น และหลังจากนั้น ดึงมันกลับมา ตัดที่ต้องการ

สรุป


นี่เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น ก่อนการตัดสินใจตัดไม้หรือใช้เครื่องมือทุกครั้ง ทุกคนต้องฝึกฝนและเรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญก่อนลงมือจริง

Categories
บทความ

เลื่อย ประเภทต่างๆ และการเลือกใช้

เลื่อย ประเภทต่างๆ และการเลือกใช้

เลื่อย ( Saw ) เป็นเครื่องมือพื้นฐานอีกอย่างหนึ่งสำหรับงานช่างในบ้าน ประโยชน์หลักๆก็คือ ใช้ตัดหรือซอยชิ้นงานให้ได้ขนาดตามต้องการ ปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลายชนิดสามารถแบ่งได้ตามวัสดุที่นำมาตัด เช่น เลื่อยไม้ หรือเลื่อยโลหะ

ดังนั้นการเลือกใช้เลื่อยให้เหมาะกับงานจึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม รวมถึงความชำนาญงานที่ต้องหมั่นฝึกปรือฝีมืออยู่เสมอ ตลอดจนเทคนิคต่างๆ เพื่อให้เราสามารถใช้เลื่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะ เลื่อย ที่นิยมใช้งานกันทั่วไปครับ

 

เลื่อยลันดา ( Hand Saw )

เราจะเห็นเลื่อยชนิดนี้กันบ่อยที่สุด เพราะสามารถใช้ได้ทั้งตัดและงานโกรกไม้ (ขึ้นอยู่กับคมฟันของเลื่อย)โดยฟันเลื่อยที่ค่อนข้างถี่ ( 10-12 ซี่ ต่อ 1 นิ้ว )ใช้สำหรับตัดขวางเนื้อไม้เพื่อให้เกิดรอยตัดที่เรียบ ส่วนฟันเลื่อยหยาบหรือฟันห่าง ( 5-6 ซี่ ต่อ 1 นิ้ว ) สามารถตัดไม้ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับงานตัดตามแนวยาวของเนื้อไม้ โดยมีความยาวของใบเลื่อยให้เลือกใช้งานตั้งแต่ 14-28 นิ้ว ตามขนาดของหน้าตัดของไม้

เลื่อยลอ ( Dovetail Saw )

มีลักษณะคล้ายเลื่อยสันแข็งต่างกันที่ด้ามจับซึ่งเป็นด้ามยาว ฟันเลื่อยมีทั้งชนิดหยาบและละเอียด ใบเลื่อยกว้าง 2.5 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว 10 นิ้วและ 12 นิ้ว ( แต่ที่นิยมใช้กันคือ 10 นิ้ว ) เหมาะสำหรับใช้บากปากไม้เพื่อทำเดือยเข้าไม้แบบต่างๆ และงานไม้ที่ต้องการความประณีตเป็นพิเศษ ควรใช้งานร่วมกับปากกาจับชิ้นงานเพื่อให้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับกล่องตัดปรับมุมได้ด้วย

 

เลื่อยฉลุ ( Coping Saw )

คนส่วนใหญ่รู้จักดี เพราะนิยมใช้ทำงานประดิษฐ์ของนักเรียน ใบเลื่อยมีขนาดเล็กคล้ายเส้นลวด เวลาใช้งานต้องขึงใบเลื่อยกับด้ามและคันเลื่อยให้ตึง มักใช้กับงานไม้ที่มีส่วนโค้ง มีการฉลุลวดลาย และชิ้นงานที่มีขนาดไม่ใหญ่และหนามากนัก

 

 เลื่อยตัดเหล็ก ( Hack Saw )

มีลักษณะคล้ายเลื่อยฉลุ แต่คันเลื่อยโค้งไม่มาก การใช้งานส่วนใหญ่จะใช้ตัดโลหะทั่วไป อาทิ ตะปู นอต สกรู เหล็กฉาก หรือท่อพีวีซี แต่ถ้าเรานำไปเลื่อยไม้จะเลื่อยได้ช้ามาก เพราะฟันเลื่อยค่อนข้างละเอียดและไม่ลึกมีให้เลือกทั้งแบบความยาวตามมาตรฐาน 12 นิ้ว และแบบสามารถปรับความยาวตามขนาดใบเลื่อยได้ รวมถึงเลื่อยเหล็กมินิที่ใช้กับใบเลื่อยขนาด 12 นิ้ว เหมาะสำหรับงานที่มีพื้นที่จำกัด สามารถเปลี่ยนใบเลื่อยได้

 
 

เลื่อย หางหนู ( Wallboard Saw )

เลื่อยหางหนูหรือเลื่อยฉลุฝ้า ใช้เลื่อยตัดชิ้นงานเป็นแนวโค้ง วงกลมและลวดลายต่างๆ สามารถใช้เจาะฝ้าหรือผนังยิปซัมก็ได้ เพราะใบเลื่อยมีลักษณะเป็นแถบยาวปลายเรียวแหลมและคมมากสามารถถอดเปลี่ยนใบเลื่อยได้ นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือตัดแต่งกิ่งไม้ที่เลื่อยขนาดใหญ่เข้าไม่ถึงได้อีกด้วย

 

เลื่อยคันธนู ( Bow Saw )

เป็นเลื่อยที่มีลักษณะคล้ายคันธนู เหมาะสำหรับใช้เลื่อยตัดกิ่งไม้ทั้งไม้สดและแห้ง หรือตัดต้นไม้เป็นท่อนๆเพื่อการเคลื่อนย้ายสำหรับงานก่อสร้าง ใบเลื่อยผลิตจากเหล็กกล้าและชุบแข็งที่ฟันเลื่อย จึงมีความคมและแกร่งเป็นพิเศษ สามารถตัดชิ้นงานได้ทั้งจังหวะเลื่อยขึ้นและลง โดยมีให้เลือกหลายขนาด อาทิ 12 นิ้ว21 นิ้ว24 นิ้วหรือ 30 นิ้ว

 

เลื่อย ตัดกิ่งไม้ ( Pruning Saw )

ใช้ตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดก่อไผ่ ฯลฯ ด้วยลักษณะความโค้งของคมเลื่อยและฟันเลื่อย จึงทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถตัดแต่งกิ่งไม้ในที่สูงได้ โดยต่อด้ามเลื่อยเข้ากับลำไม้ไผ่ แค่นี้เราก็ไม่ต้องปีนต้นไม้ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย

การดูแลรักษา

  • ขณะเลื่อยอย่าออกแรงกดใบเลื่อยมากเกินไป เพราะจะทำให้ใบและฟันเลื่อยบิดเบี้ยว และไม่ควรใช้เลื่อยผิดประเภท เช่น นำเลื่อยลันดาไปตัดแผ่นไม้ที่มีตะปูฝังอยู่ เพราะจะทำให้ฟันเลื่อยเสียหายได้ กรณีนี้ควรถอนตะปูออกก่อน
  • เลื่อยที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ควรทำความสะอาดด้วยการใช้ผ้าแห้งเช็ดเบาๆเพื่อเอาฝุ่นออกให้หมด และทาน้ำมันอเนกประสงค์เพื่อป้องกันสนิม (แต่อย่าให้ชุ่มมากเกินไป) จากนั้นเก็บเข้าแผงเครื่องมือ โดยเก็บให้พ้นมือเด็กด้วย

ที่มา https://www.baanlaesuan.com/56399/maintenance/saw

Categories
บทความ

10 เครื่องมือช่างยนต์ อุปกรณ์ช่างยนต์ ที่ควรมีติดร้าน

10 เครื่องมือช่างยนต์ อุปกรณ์ช่างยนต์ ที่ควรมีติดร้าน

    เครื่องมือช่างยนต์ (Auto machanic hand tools ) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของช่าง เครื่องมือช่างยนต์ที่สำคัญมากสำหรับงานซ่อมรถยนต์การซ่อมแซม การดูแลรักษาปรับปรุงเครื่องยนต์ ให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานได้เป็นอย่างดี เครื่องมือช่างยนต์แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ ดังนี้

1. แม่แรง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยผ่อนแรงผู้ใช้ แม่แรงใช้สำหรับยกรถยนต์เมื่อต้องการถอดเปลี่ยนยาง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจตัวถังของรถยนต์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้นโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย การใช้แม่แรงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริเวณที่ต่อกับคันยกแข็งแรง ไม่หักง่าย

2. ขาตั้งรถยนต์ เป็นการนำท่อนเหล็กมาวางรองไว้ใต้ท้องรถเฟื่องช่วยรับน้ำหนักหลังจากยกยกยนต์แล้ว ต้องใช้ทุกครั้งเมื่อยกด้วนแม่แรง ซึ่งลักษณะขาตั้งจะมีแบบเฟืองล็อค เดือยล็อค เกลียวล็อค ขนาด 1 ขา 2 ขา 3 ขา 4 ขา รับน้ำหนัก 1 ตันถึง 12 ตัน

3. เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ เป็นการเติมกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ กระแสชาร์จมีหลายขนาดให้เลือกใช้ ซึ่งการเลือกใช้นั้นถ้าต้องการชาร์จให้เร็วและไวควรเลือกกระแสชาร์จสูงๆ ส่วนกระแสชาร์จต่ำๆ ก็มีข้อดีเช่นกันค่อยๆประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ช้าๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ประจุไฟแบตเตอรี่ได้ดีและทำให้แบตเตอรี่ไม่เสื่อมไว

4. บล็อกลม บล็อกไฟฟ้า เป็นเครื่องมือที่ให้กำลังสูง มีแรงบิดที่สามารถถอดหรือขันนอตที่ใช้ประแจขันไม่ได้ ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้สำหรับงานยานยนต์ งานประกอบ และงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร

5. ประแจแหวนปากตาย ใช้สำหรับขันนอตหัวหกเหลี่ยม และหัวสี่เหลี่ยม เป็นประแจที่รวมเอารูปร่างและคุณสมบัติของประแจปากตายและประแหวนเข้าด้วยกันซึ่งด้านหนึ่งเป็นประแจแหวน อีกด้านหนึ่งเป็นประแจปากตาย

6. ประแจเลื่อน เป็นเครื่องมือสำหรับขันเกลียว นอต หรือ ยึด สามารถขันหรือหมุนเกลียวได้ทางใดทางหนึ่งและหมุนฟรีได้ในทิศทางตรงข้าม เหมาะสำหรับทำงานในพื้นที่แคบ

7. ประแจแอล เป็นประแจที่ใช้สำหรับสลักเกลียวที่ทำเป็นหัวกลมส่วนกลาง ทำเป็นรูหกเหลี่ยม ซึ่งใช้สำหรับงานสลักเกลียวปรับชิ้นงาน สลักเกลียวยึดเพลา ฯลฯ ขึ้นรูปหกเหลี่ยมและชุบแข็ง ทำเป็นรูปตัว L ขนาดปลายทั้งสองด้านเท่ากันและขนาดมาตรฐานเท่ากับรูที่หัวสลักสัมพันธ์กับแรงบิดที่ทำต่อเกลียว ข้อควรระวังในการใช้ประแจแอลคือ ความพอดีของแรงที่ใช้ในการ ขัน-คลาย เกลียวต้องไม่ทำให้เกลียวเสียหาย

8. คีมล็อก ใช้สำหรับจับชิ้นงานให้แน่นเป็นพิเศษกว่าคีมแบบอื่นๆ เพราะสามารถบีบชิ้นงานได้และขยายปากของคีมได้ตามขนาดของชิ้นงานด้วยการปรับที่สกรู แต่การใช้คีมล็อกบีบชิ้นงานจะทำให้ส่วนที่ใช้คีมล็อกจับเป็นรอย ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้ใช้ด้วยความระมัดระวังและไม่ควรใช้คีมล็อกแทนประแจ

9. ประแจกากบาท เป็นประแจที่ใช้ขันล้อสำหรับการเปลี่ยนยางรถยนต์ ออกแบบมาสำหรับใช้กับรถโดยเฉพาะ

10. ไขควง มีลักษณะเหมือนไขควงที่ใช้กับงานช่างอื่น ๆ แต่ไขควงสำหรับงานช่างรถยนต์จะมีขนาดยาวกว่า เพื่อให้สามารถใช้งานในซอกหรือมุมที่มีพื้นที่แคบได้

ที่มา http://tool-car.lnwshop.com/article/3/10-เครื่องมือช่างยนต์-อุปกรณ์ช่างยนต์-ที่ควรมีติดร้าน

Categories
บทความ

กำจัดสนิมง่ายกว่าที่คิด

กำจัดสนิมง่ายกว่าที่คิด

สนิม อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าตัวร้ายทำลายข้าวของเลยก็ว่าได้ และถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยากตราบใดที่เรายังใช้เหล็กเป็นวัสดุ แต่ไม่ต้องกังวัลเยอะไปเพราะกว่าจะเกิดสนิมได้ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งกระบวนการเกิดเจ้าสนิมค่อนข้างจะซับซ้อน โดยมีปัจจัยทำให้เกิดคือน้ำและออกซิเจนซึ่งมีทั่วไปในบรรยากาศโลก หากเกิดสนิทขึ้นแล้วกับของใช้ในบ้าน มาดูเคล็ดลับดีๆ ถึงวิธีกำจัดสนิมแบบง่ายๆ ออกจากของใช้ในบ้านกันเลย

สนิมกระทะ

ใช้เพียงสี่สิ่งนี้ก็เอาอยู่ น้ำส้มสายชู ฝอยขัดหม้อ กระทิชชูและน้ำมันทำอาหารที่มีติดครัว เริ่มด้วยการนำกระทะขึ้นสนิมตั้งไฟให้ร้อนเกิดควันเบาๆ ปิดไฟแล้วเทน้ำส้มสายชูลงไปพอประมาณ นำฝอยขัดหม้อขัดให้ทั่วที่สนิมเกาะตอนที่กระทะยังร้อนอยู่ เมื่อสะอาดแล้วซับด้วยกระดาษทิชชูที่เตรียมไว้หใ้แห้งสนิท แล้วเทน้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย ใช้กระดาษทิชชูใหม่เช็ดถูกระทะให้ทั่ว เท่านี้เจ้าสนิมก็จะหลุดออกจากกระทะหมดสิ้น และน้ำมันก็เคือบกระทะให้ดูมันเงาเหมือนใหม่เลยทีเดียว กำจัดสนิมได้ง่ายกว่าที่คิด

สนิมซิงค์

วิธีนี้กำจัดสนิมได้ทั้งซิงค์สแตนเลสและซิงค์กระเบื้องเซรามิคที่เกิดเป็นคราบสนิม แต่ต้องใช้สารอันตรายมาเป็นตัวช่วยกันเล็กน้อย โดยผสมผงบอแรกซ์กับน้ำมะนาวให้ได้เนื้อสคลับเหนียวข้น นำไปป้ายที่คราบบนซิงค์ให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด คราบนั้นก็จะหมดไปในทันที (เพราะเป็นสารอันตรายควรใส่ถุงมือและหน้ากากปิดจมูกเวลาทำ)

สนิมบนของใช้สแตนเลส

มีหอมใหญ่กับกระดาษทรายก็ช่วยได้ โดยการใช้กระดาษทรายขัดคราบสนิมออกกอ่อน แล้วหัวหอมหั่นครึ่งถูให้ทั่วบริเวณที่เกิดสนิม เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำร้อนสนิมก็จะหลุดออก เป็นวิธีกำจัดสนิมที่สามารถทำได้เองง่ายๆ

สนิมประตูเหล็ก

เจ้าประตูเหล็กที่ต้องผ่านร้อนผ่านฝนในบรรยากาศบ้านเรานี่น่าสงสารจริงๆ ไม่แปลกหรอกหากจะมีน้องสนิมมาขออาศัยอยู่บ้าง แต่หากเราค่อยสักเกตุเห็นแล้วรีบแก้ไข เมื่อพบเห็นน้องสนิมมาเกาะประตูปุ๊บ เตรียมเลยจ้า ผงซักฟอก น้ำส้มสายชูและสก๊อกไบท์ พร้อมแล้วเริ่มกันเลย ใช้น้ำสะอาดราดตรงบริเวณที่มีคราบสนิมให้ชุมฉ่ำ โรยผงซักฟอกลงไปตามด้วยน้ำส้มสายชู จากนั้นก็ขัดด้วยสก็อตไบท์ ขัดไปจร้าขัดแบบไม่ต้องออกแรงหักโหม ใช้จังหวะพอดีๆ เดี๋ยวคราบก็จะค่อยๆ หลุดไปจนประตูเหมือนใหม่ทีเลยเดียว ส่วนกุญแจหากมีคราบสนิมด้วยก่อนขัดประตูก็นำกญแจแช่กับน้ำส้มสายชูไว้ก่อน พอขัดประตูเสร็จน้องสนิมก็โบกมือบ๊ายบายทั้งกุญแจและประตู ซึ่งเราจะเห็นผลของการกำจัดสนิมได้ในทันตา
 
สุดท้าย…หากบ้านไหนไม่ทำครัว ไม่ทำงานบ้านจึงทำให้ไม่มีวัตถุดิบตามที่แนะนำติดบ้านไว้ ตามห้างร้านเขาก็มีน้ำยากำจัดคราบสนิมจำหน่ายหาซื้อได้ทั่วไปนะจ๊ะ
 
Cr. https://www.homepro.co.th/homeguru/get-rid-of-rust-is-easier-than-you-think
Categories
บทความ

เครื่องมือช่างที่ทุกบ้านไม่พลาด

เครื่องมือช่างที่ทุกบ้านไม่พลาด

ว่าด้วยเรื่องงานช่าง เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่อันที่จริงเป็นงานที่ใกล้ตัวที่เราไม่อาจมองข้ามได้ จึงจำเป็นที่เราควรมีความรู้ในเรื่องงานช่างพื้นฐาน โดยอย่างแรกคือ เรื่อง อุปกรณ์ของงานช่าง หรือ เครื่องมือช่าง ที่เราควรรู้จักอุปกรณ์และมีติดไว้ที่บ้าน

กล่องเครื่องมือช่าง

มีทั้งที่ทำจากเหล็กและพลาสติก กล่องเหล็ก ทนทาน แต่น้ำหนักมาก ใช้นานไปมักเป็นสนิม เหมาะ กับงานสมบุกสมบัน กล่องพลาสติกมีช่องและ ฟังก็ชันให้เลือกเยอะกว่า น้ำหนักเบา มีทั้งแบบไซ้งานเบา ๆ และใช้งาน หนักได้ หากมีเครื่องมือจำนวนมาก ขอแนะนำให้เลือกแบบมีล้อ เพี่อให้ เคลื่อนย้ายง่ายเมื่อใส่เครื่องมือจน เต็มกล่อง อาจใช้กล่องเครื่องมือช่างแบบธรรมดา วางบนแท่นรองที่มีล้อแทนก็ได้

ไขควงวัดไฟ

เครื่องมือช่างสำหรับความปลอดภัย เพื่อตรวจวัดกระแสไฟฟ้า ควรเลือกที่มีวัสดุฉนวนหุ้มทั้งตรงด้ามจับ และก้านไขควงซึ่งเป็นโลหะ เลือก ที่มีขนาดแรงดันไฟฟ้าเหมาะสำหรับ บ้านเราคือ 200 – 250 โวลต์ หากใช้ ไขควงสำหรับแรงดัน 80 – 125 โวลต์ จะรู้สึกว่ามีไฟรั่วผ่านไขควงเวลา แตะสัมผัส วิธีการใช้ไขควงลองไฟ ที่ถูกตองคือ ใช้ปลายไขควงแตะ วัตถุที่จะทดสอบก่อน แล้วจึงใช้นิ้ว แตะหุ้มด้านบนหรือตรงคลิปหนีบ เพี่อให้ไฟเดินครบวงจร ที่สำคัญ ต้องไม่ยืนอยู่บนพื้นที่เป็นฉนวน หรือใส่รองเท้า เพราะไฟอาจจะ ไม่ติด ทำให้เข้าใจผิดว่าไม่มีไฟรั่ว และห้ามนำไปใช้กับไฟฟ้าแรงดันสูง

ไขควงแบนและไขควงแฉก

เครื่องมือช่าง ชนิดแรกที่ทุกบ้านต้องมี โดยสิ่งที่ควรพิจารณาคือ ลักษณะด้าม ก้านไขควงและหัวไขควง ลักษณะด้าม ต้องลองจับให้กระชับ เหมาะมือ ไม่ลื่น และให้แรงขันได้ดี มิฉะนั้นจะทำให้เมื่อยมือ อย่างไขควง ด้ามพลาสติกหกเหลี่ยมที่มีขาย ทั่วไป มักใช้แล้วเจ็บและเมื่อยมือ ก้านไขควง มี 2 แบบ คือ ก้านกลม และก้านเหลี่ยม ก้านกลมใช้สำหรับ งานเบา ก้านเหลี่ยมใช้สำหรับงาน หนัก เพราะสามารถใช้คีมหรือ ประแจจับช่วยเพิ่มแรงบิดได้ หัวไขควง ตรงสวนหัวไขควงที่มี คุณภาพดีต้องทำจากเหล็กกล้าที่มี ความแข็งและทนทานสูง ซึ่งมีราคา แพง บางยี่ห้อมีการทำส่วนหัวเป็นสีดำ ซึ่งจะมีส่วนผสมของเหล็ก คาร์บอนสูงที่มีความแข็ง ส่วนไขควง เหล็กธรรมดาชุบโครเมียม จะมี ราคาถูกกว่า แต่มักบิ่นเสียรูปง่าย

เลื่อยอเนกประสงค์

ถ้าใครทำงานไม้และเหล็กแบบจริงจัง ควรมีเครื่องมือช่างอย่างเลื่อยสำหรับงานไม้และ เลื่อยสำหรับงานเหล็กโดยเฉพาะ แต่ถ้าเน้นใช้งานจิปาถะ แนะนำให้ เลือกเลื่อยอเนกประสงค์ขนาด กะทัดรัด ก็ใช้ตัดวัสดุได้หลายชนิด เช่น ไม้ อะลูมิเนียม ท่อพีวีซี ตะปู กระเบื้อง ขวดแก้ว ตอนซื้อควร ทดลองจับว่าถนัดมือไหม ตัวเลือก ใบเลื่อยล็อกได้แน่น และคันเลื่อยแข็งแรงไม่โก่งงอง่าย

เลื่อยเหล็ก

บางชิ้นงานตัด อาจจะใช้วัสดุเล็กๆ ไม่ได้ เลื่อยช่วยให้ตัดงานชิ้นใหญ่ๆ ได้ง่ายขึ้น การตัดสิ่งของในงานช่างไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนตัดกระดาษด้วยกรรไกร เครื่องมือช่างชนิดเลื่อยตัดโลหะจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ควรมีติดบ้านไว้เพื่อใช้ตัดสิ่งของที่ต้องการ รูปร่างเป็นโครงเหล็กสี่เหลี่ยมมีด้ามจับและมีใบเลื่อยหยักติดกับคันเลื่อยให้ตัดชิ้นงานได้สะดวก  

เลื่อยไม้

เป็นเลื่อยพื้นฐานของเครื่องมือช่างและงานไม้ทั่วไป แต่เป็นการตัดไม้ที่ต้องใช้เวลาพอสมควร เมื่อเทียบกับสมัยนี้ที่มีมือเลื่อยไฟฟ้า เป็นเลื่อยที่มีใบมีดขนาดใหญ่ทำด้วยโลหะแผ่นบาง มีฟันเป็นซี่ๆ ซึ่งฟันของซี่เลื่อยมีความแตกต่างกันตามความเหมาะสมกับการใช้งาน ที่สำคัญหลังใช้เสร็จควรทำความสะอาดใบมีด และควรตะไบตกแต่งฟันเลื่อยให้คมเสมอด้วยการทาด้วยน้ำมันเครื่อง

สิ่วเจาะ

เครื่องมือช่างสำหรับใช้เจาะช่องรูเดือย ตัวสิ่วมีความหนาแต่ความกว้างและความคมน้อยกว่าสิ่วปากบาง จึงต้องใช้ค้อนไม้ช่วย ใช้มือข้างหนึ่งจับด้าม อีกข้างหนึ่งจับคอนไม้ค่อยๆ ตอกให้สิ่วกินเนื้อไม้ทีละน้อยจนใกล้กับความลึกที่ต้องการแล้วแต่งร่องหรือรูอีกครั้งให้เรียบร้อย สิ่วปากบางหรือสิ่วแต่ง ใช้แต่งขูดผิวไม้หรือปากไม้ให้เรียบสิ่ว ประกอบด้วย ใบและด้าม ส่วนใบเป็นเหล็กกล้า แบนและบางแต่มีความคมมาก ใช้มือข้างหนึ่งจับด้ามสิ่ว ทำหน้าที่นำสิ่วไปข้างหน้า อีกมือหนึ่งจับตอนปากกลิ่ว เพื่อบังคับทิศทางของสิ่วไม่ให้เฉออกจากแนวที่ต้องการ สิ่วปากบางหรือสิ่วแต่ง ช้แต่งขูดผิวไม้หรือปากไม้ให้เรียบสิ่ว ประกอบด้วย ใบและด้าม ส่วนใบเป็นเหล็กกล้า แบนและบางแต่มีความคมมาก ใช้มือข้างหนึ่งจับด้ามสิ่ว ทำหน้าที่นำสิ่วไปข้างหน้า อีกมือหนึ่งจับตอนปากกลิ่ว เพื่อบังคับทิศทางของสิ่วไม่ให้เฉออกจากแนวที่ต้องการ

ไม้บรรทัดเหล็กฟุต

เครื่องมือช่างสำหรับตัดเส้นได้ตรงคงที่ ไม้บรรทัดเหล็กฟุตเป็นเครื่องมือช่างที่ทุกคนคุ้นเคย มันคือไม้บรรทัดที่เอาไว้วัดระยะและขีดเส้นในงานช่าง ความยาวของไม้บรรทัดเหล็กฟุตมีด้วยกันหลากหลายขนาด ซึ่งลักษณะก็ไม่ต่างจากไม้บรรทัดที่เราใช้งานกันทั่ว ๆ ไปเลย

ไม้ฉาก

เครื่องมือช่างสำหรับการวาดแบบ บนชิ้นงานก่อนนำไปดัด หรือการ ติดตั้งงานให้เข้ามุมได้ฉาก มีให้เลือก 2 แบบ คือ 1.ฉากตาย เป็นไม้ฉาก 90 องศา ที่ปรับมุมไม่ได้ 2. ฉากเป็น เป็นไม้ฉากที่ปรับมุม ได้ตามต้องการ สำหรับใช้สร้างมุม ตรวจสอบมุมของชิ้นงาน การตัด ชิ้นงานไม้ บัวไม้ ไม้เข้ามุม เดือยไม้ และวัดองศาตามความต้องการ

Cr. https://www.homepro.co.th/homeguru/mechanic-tools-household

Categories
บทความ

ช่างไม่ชุ่ย..ด้วยไอเดียเก็บเครื่องมือช่างให้หาง่าย ใช้สะดวก

ช่างไม่ชุ่ย..ด้วยไอเดียเก็บเครื่องมือช่างให้หาง่าย ใช้สะดวก

เครื่องมือช่าง อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องมีติดบ้านไว้ใช้งานเมื่อตัวบ้านหรือของใช้ในบ้านเกิดการชำรุดเสียหาย บางบ้านมีเครื่องมือช่างชิ้นเล็กชิ้นน้อยสำหรับงานซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็มีอีกหลายบ้านที่มีเครื่องมือช่างชิ้นใหญ่แบบช่างมืออาชีพที่ต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บมาก

สิ่งสำคัญเมื่อต้องจัดสรรพื้นที่สำหรับจัดเก็บเครื่องมือช่าง

1. เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม

สำหรับเรื่องพื้นที่จัดเก็บเครื่องมือช่างนั้น ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ช่างที่ต้องการใช้งาน เพราะงานช่างแต่ละแบบก็ใช้เครื่องมือช่างแตกต่างกัน การออกแบบพื้นที่สำหรับจัดเก็บจึงควรทำรายการอุปกรณ์ช่าง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงพื้นที่เหลือสำหรับการทำงานช่างให้เหมาะสมด้วย

2. โครงสร้างต้องแข็งแรง

เครื่องมือช่างบางชนิดมีน้ำหนักมาก เพื่อรองรับน้ำหนักของอุปกรณ์ช่างต่างๆ ที่นับวันจะมีแต่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ บริเวณที่ใช้จัดเก็บเครื่องมือช่างจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง ทนทาน ซึ่งจะช่วยให้ทำงานช่างได้อย่างปลอดภัย และยังช่วยป้องกันความเสียหายจากโจรขโมย ลมฟ้าลมฝน หรือน้ำท่วม ที่อาจเกิดกับเครื่องมือช่างราคาแพงด้

3. จัดการระบบไฟฟ้า

เครื่องมือช่างหลายชนิดนั้นจัดเป็นเครื่องมือช่างไฟฟ้าที่ช่วยผ่อนแรงในการทำงาน แต่นั่นหมายถึงระบบไฟฟ้าที่เราต้องจัดการให้ดี การเดินไฟมาใช้ในการทำงานแบบลวกๆ อาจสะดวกแต่ไม่ปลอดภัย และอาจทำให้เกิดปัญหาฟืนไฟตามมาภายหลัง การวางระบบไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

4. ใส่ใจเรื่องแสงสว่าง

ไม่ว่าจะทำงานช่างหรืองานอะไรก็ตาม ล้วนต้องอยู่ภายใต้สภาพแสงที่เหมาะสม โดยงานที่ต้องอาศัยแสงธรรมชาติก็ต้องเลือกพื้นที่ทำงานและจัดเก็บให้ตอบสนองต่อทิศทางของแสง ส่วนแสงสว่างจากหลอดไฟ นอกจากจะต้องมีความสว่างมากเพียงพอกับสายตาแล้วยังต้องใช้แสงที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติด้วยครับ

5. เน้นเรื่องอากาศถ่ายเท

เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จำกัดอย่างห้องทำงานและเก็บเครื่องมือช่าง เพราะงานช่างแต่ละงานมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสีสเปรย์ แล็กเกอร์ น้ำมันสน ฯลฯ จึงต้องเน้นให้มีอากาศถ่ายเท ให้สารเคมีไม่สะสมอยู่ในห้อง และกลายเป็นสารพิษให้โทษเมื่อสูดดมเข้าไป

6. ใช้โต๊ะทำงานตัวเก่ง

ไม่ว่าจะเป็นงานช่างประเภทไหน การมีโต๊ะทำงานที่แข็งแรง มีความกว้างเพียงพอ และขนาดเหมาะสมรับกับสัดส่วนร่างกายของผู้ใช้งานจะช่วยให้ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย ให้ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ

7. พื้นที่จัดเก็บเพียงพอต่อการใช้งาน

การจัดสรรพื้นที่เพื่อเก็บเครื่องมือช่างควรคำนึงถึงอนาคตด้วย โดยเตรียมพื้นที่ให้ครอบคลุมอุปกรณ์ช่างต่างๆ ให้ครบถ้วนและเพียงพอ เพราะเครื่องมือช่างแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน วิธีการจัดเก็บก็แตกต่างกันออกไปด้วย และต้องไม่ลืมพื้นที่สำหรับรองรับเศษวัสดุและขยะด้วยครับ เมื่อพูดถึงการจัดสรรพื้นที่สำหรับจัดเก็บเครื่องมือช่างแล้ว หากไม่มีการจัดระเบียบที่ดีอาจทำให้เกิดอันตรายหรือทำให้อุปกรณ์ช่างสึกหรอได้ง่าย รวมทั้งปัญหาเครื่องมือช่างหาย หรือมีไม่ครบ โดยเฉพาะเครื่องมือช่างชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ยสำคัญต่อการทำงาน ซึ่ง HomeGuru มีไอเดียอุปกรณ์จัดเก็บที่จะช่วยแก้ปัญหายุ่งเยิงน่าหงุดหงิดเหล่านี้ครับ

เครื่องมือช่างชิ้นเล็กที่ใช้งานบ่อย

อุปกรณ์ช่างที่ใช้งานบ่อยๆ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย อย่างไขควง ประแจ ฯลฯ อาจใช้วิธีแยกประเภทและจัดเก็บด้วยการแขวนผนังเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย หาง่าย ใช้ง่าย และที่สำคัญคือการจัดเก็บแบบนี้จะช่วยให้ประหยัดพื้นที่ได้มาก อาจเลือกเป็นผนังห้องสักด้าน หรือแม้แต่หลังบานประตูที่ว่างอยู่ก็สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้หากต้องการให้เครื่องมือช่างเหล่านี้สามารถนำออกไปใช้งานภายนอกได้ง่าย อาจเลือกใช้อุปกรณ์จัดเก็บแบบมีช่องแบ่งพร้อมหูหิ้วเพื่อให้พกพาสะดวกขึ้นก็ได้ครั

Cr. https://www.homepro.co.th/homeguru/ideas-for-keeping-mechanic-tools